เมื่อภาพลักษณ์ของ หลุยส์ ซัวเรซ ติดลบไปซะแล้ว

หลุยส์ ซัวเรซ นักเตะชาวอุรุกวัย กองหน้าฝีมือดี ของสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา ที่ดูเหมือนว่าจะมีภาพลักษณ์ ที่ติดลบไปแล้ว แม้ว่าเขาจะเป็ฯสุดยอดกองหน้าระดับต้นๆของโลกก็ตามแต่ นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะรู้สึกดีกับเขาได้อยู่เสมอ เพราะช่วงเวลาที่ ซัวเรซ ทำตัวเลวร้าย เขามีศีลธรรมที่แย่กว่านักล้วงกระเป๋าที่เพ่นพ่านอยู่ในย่าน ลา รัมบล้า และ ปลาก้า รีอัล ในแคว้นกาตาลุนญ่า เสียอีก

เมื่อภาพลักษณ์ของ หลุยส์ ซัวเรซ ติดลบไปซะแล้ว

การตบตากรรมการเอย, กัดคู่แข่งเอย, ทำตัวไม่เป็นมิตร รวมถึงยังมีความเชื่อที่ว่าเขาเองไม่ใช่ตัวปัญหา แต่คนอื่นในโลกต่างหากที่คือตัวปัญหา หลายคนจำได้ดีกับเรื่องราวระหว่าง ซัวเรซ กับ ปาทริซ เอวร่า ที่ แอนฟิลด์ เมื่อปี 2011 นี่คือคนที่เหยียดผิวเพื่อนร่วมอาชีพ แล้วจากนั้นก็ทาสีให้ตัวเองดูเหมือนเป็นผู้เคราะห์ร้าย

    ซึ่งต่อให้มองข้ามเรื่องที่เกิดขึ้นกับ เอวร่า ก็ยังมีหลายเรื่องที่สื่อให้เห็นว่า ซัวเรซ มีความคิดต่างจากคนอื่นถึงขนาดที่ว่ามีกฎกับความเชื่อในเรื่องที่ว่าอะไรบ้างที่เป็นสิ่งที่ทำได้ และอะไรเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำกับการเล่นในสนาม

ตอนอายุ 15 ปี ซัวเรซ เล่นให้ทีมเยาวชนของ นาซิอองนาล ทีมในบ้านเกิด อุรุกวัย เขาวิ่งควบเป็นระยะทาง 50 เมตรเพื่อเข้าไปเถียงกรรมการ พร้อมเอาหัวโขกคู่กรณี

    อย่างไรก็ดี จังหวะนี้เหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ๆ ทั่วไปในตำราลูกหนังอุรุกวัย ที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเท่าไหร่

    ซัวเรซ ภาคภูมิใจอย่างยิ่งกับถ้วยรางวัลพิเศษที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการทำแฮนด์บอลตอนช่วยให้ทีมชาติอุรุกวัย เขี่ย กาน่า ตกรอบก่อนรองชนะเลิศของ ฟุตบอลโลก 2010

 วันนั้น ซัวเรซ ทำให้ กาน่า พลาดได้ประตูชัยในช่วงท้ายของการต่อเวลาพิเศษ และโดนไล่ออกจากสนาม แล้วนั่งดูเพื่อนร่วมทีม 10 คนทำหน้าที่ในช่วงดวลจุดโทษ ซึ่งถ้วยรางวัลที่สลักคำว่า “Gracias” (ขอบคุณ) ตอนนี้ก็ตั้งโชว์อยู่ที่บ้านของเขาในกรุงมอนเตวิเดโอ

เมื่อภาพลักษณ์ของ หลุยส์ ซัวเรซ ติดลบไปซะแล้ว

ยังจำไตรภาคการกัดของเขาและการออกมาแก้ตัวกันได้อยู่ไหม? 

เหยื่อรายแรกคือ อ็อตมาน บัคคัล ของ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ตามมาด้วย บรานิสลาฟ อิวาโนวิช ของ เชลซี ส่วนรายสุดท้ายคือ จอร์โจ้ คิเอลลินี่ แห่งทีมชาติอิตาลี

 ซัวเรซ เอาแต่ตอบแบบซ้ำ ๆ เหมือนถูกตั้งโปรแกรมขึ้นมา เช่น บอกว่าตัวเองแค่สะดุด, เป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากความโชคร้าย และสุดท้ายบอกว่าไม่ได้ตั้งใจจะกัดคู่แข่งเลยสักนิด แม้ว่าภาพที่ออกมาทางโทรทัศน์จะดูร้ายแรงแค่ไหนก็ตาม

    คำพูดที่ออกมาจากปาก ซัวเรซ ฟังดูเหมือนว่าเขายอมโกหกทุกอย่าง ถึงต่อให้บอกว่าหมูเป็นสัตว์บินได้ก็เถอะ เขาก็จะยอมทำเพื่อให้ตัวเองดูไม่เป็นผู้ร้ายในสายตาคนอื่น

    ถึงตรงนี้ หากทุกตัวอักษรที่กล่าวมายังไม่กระจ่างชัดแล้วล่ะก็ เรื่องต่อไปอาจกระตุกต่อมความคิดของใครหลายคนได้มากขึ้น ตอนที่ ซัวเรซ เล่นให้ อาแจ็กซ์ ระหว่างช่วงขับเคี่ยวลุ้นแชมป์ เอเรดิวิซี่ กับ เอฟซี ทเวนเต้ เมื่อปี 2010

    ตอนนั้น ทเวนเต้ ที่นำเป็นจ่าฝูงของลีก มีคิวแข่งกับ เอ็นอีซี เบรด้า ในเกมสุดท้ายของซีซั่น ส่วน อาแจ็กซ์ เป็นอันดับ 2 ตามมา
 
    ก่อนวันแข่งขัน ซัวเรซ เดินตรงไปหาบอร์ดบริหารของ อาแจ็กซ์ พร้อมเสนอให้บอร์ดบริหารติดต่อไปยังทีมเบรด้า เพื่อยื่นโบนัสให้ผู้เล่นของ เบรด้า คนละ 5,000 ยูโร ถ้าหาก เบรด้า ชนะ ทเวนเต้ ได้

    ฟังดูแล้วน่าตลกที่สุด ลอกนึกภาพว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าเกิด ลิเวอร์พูล เสนอจะจ่ายเงินให้คู่แข่งของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงที่ ‘หงส์แดง’ กับ ‘เรือใบสีฟ้า’ กำลังขับเคี่ยวลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก

    หรือไม่ก็คิดซะว่า จะเป็นอย่างไร ถ้า บาร์เซโลน่า ต้นสังกัดปัจจุบันของเขา พยายามที่จะกระชากแชมป์ ลา ลีกา จาก เรอัล มาดริด ด้วยข้อเสนอแบบเดียวกัน?!

    ในหนังสืออัตชีวประวัติของ ซัวเรซ ที่ชื่อ Crossing The Line (ความหมายประมาณว่า -เลยเถิด- ซึ่งบางที ซัวเรซ อาจสื่อว่าอย่างน้อยเขาก็รู้สึกตัวว่าบางครั้งตัวเองทำเลยเถิดไปเหมือนกัน) ว่าข้อเสนอของตัวเองในครั้งนั้นทำให้คนของ อาแจ็กซ์ ต่างพากันช็อกสุด ๆ

พวกเขาบอกว่า -ไม่ ไม่ ไม่! นายเพี้ยนไปแล้วเหรอ หลุยส์ ? อย่าพูดอะไรแบบนี้อีกนะ ที่ ฮอลแลนด์ เราไม่ทำอย่างนั้นกัน-  และสุดท้าย ทเวนเต้ ก็เอาชนะ เบรด้า 2-0 จนได้แชมป์ไปครอง ส่วน ซัวเรซ เองก็เจ็บใจแบบสุดขีด

เรื่องพฤติกรรมที่เต็มไปด้วยความมัวหมอง แต่ผลงานในสนามกลับตรงกันข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ ลิเวอร์พูล ที่เรียกได้ว่าไร้ข้อกังขาอย่างที่สุด

ซัวเรซ ฉีกกระชากแนวรับคู่แข่งเป็นชิ้น ๆ ในช่วง 3 ปีครึ่งภายใต้ชายคา ลิเวอร์พูล คนที่ แอนฟิลด์ รัก หลุยส์ ซัวเรซ สุดหัวใจ พวกเขาไม่อยากได้ยินคนอื่นพูดต่อว่า ซัวเรซ ว่าเป็นจอมขี้โก้ง หรือนินทาเรื่องกับ เอวร่า ว่าเป็นตราบาปที่ไม่มีวันเลือนหาย

    พวกเขาเคยออกมาหนุนหลัง ซัวเรซ อย่างเต็มที่ จนถึงขั้นมีการทำเสื้อยืดลายพิเศษ (SUAREZ 7) ให้ผู้เล่นในทีมใส่ช่วงวอร์มร่างกายเพื่อเป็นการให้กำลังใจ ซัวเรซ และปกป้องทุกครั้งที่เขาก้าวออกจากกรอบแห่งศีลธรรม 

    ซึ่งกว่าที่สโมสรจะขอโทษ เอวร่า ก็ต้องรออีกหลายปีหลังจากนั้น และก็เป็นตอนที่ ซัวเรซ ย้ายไปอยู่กับ บาร์เซโลน่า แล้ว

สิ่งที่ ลิเวอร์พูล ยอมเข้าข้าง ซัวเรซ สุดชีวิต

อาจเพราะการที่เขามีนิสัยยอมทำทุกอย่างเพื่อชัยชนะ ซึ่งมันก็เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาเป็นนักเตะชั้นนำได้ ที่จริง สตีเว่น เจอร์ราร์ด ถึงขั้นเคยเขียนข้อความลงบนเสื้อยืดเพื่อยกย่อง ซัวเรซ ว่า -เป็นนักเตะที่ดีที่สุดเท่าที่เคยเล่นด้วย

    ส่วน เจมี่ คาร์ราเกอร์ ก็เคยออกมาเชิดชูอดีตเพื่อนร่วมทีม “เขาเป็นหนึ่งในนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลที่เคยเล่นให้สโมสร” 

 “ถ้าพูดถึงประเด็นนักเตะที่เก่งที่สุดตลอดกาลแล้วล่ะก็ เขาจะอยู่ใน 5 อันดับแรกแน่นอน”

“หลายประตูที่เขาทำได้และแนวทางการเล่นของเขามันน่าทึ่งมาก ๆ หลุยส์ ทำให้เราอึ้งสุด ๆ ตอนที่อยู่ในสนามซ้อม พอได้เห็นเขา คุณจะเข้าใจได้ทันทีเลยว่าเรามีนักเตะชั้นยอดอยู่ในทีม และพรสวรรค์แบบนั้นก็ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดในตอนที่เขาเล่นกับ ลิเวอร์พูล ช่วงปลายปี 2013 และครึ่งแรกของปี 2014 ตอนนั้นใครก็หยุดเขาไม่ได้ มันยอดเยี่ยมสุด ๆ”

ในสีเสื้อ ลิเวอร์พูซัวเรซ ทำไป 82 ประตูกับอีก 47 แอสซิสต์จาก 133 นัด และยังได้รางวัลส่วนตัวมากมาย รวมถึงคว้าแชมป์ ลีก คัพ ในยุค เซอร์ เคนนี่ ดัลกลิช เมื่อปี 2012 รวมถึงเกือบคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ในยุคที่มี เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เป็นผู้จัดการทีม

ผลงานอันยอดเยี่ยมของเขายังไม่หมด ซัวเรซ เป็นผู้เล่น ลิเวอร์พูล คนแรกที่ทำประตูในลีกได้อย่างน้อย 20 ลูกเป็นเวลา 2 ฤดูกาลติดต่อกัน นับตั้งแต่ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ทำได้เมื่อซีซั่น 1994/95 และ 1995/96

ไม่เพียงแค่นั้น ผลงานฤดูกาล 2013/14 ทำให้เขาเป็นนักเตะ ‘หงส์แดง’ คนแรกที่ทำประตูในลีกได้ 30 ลูกขึ้นไป นับตั้งแต่ที่ เอียน รัช ทำได้เมื่อฤดูกาล 1986/87 โดย ซัวเรซ ทำไป 31 ประตูจาก 33 เกม

นอกจากนี้ซีซั่นดังกล่าว ซัวเรซ กวาดรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของทุกสำนักไม่ว่าจะเป็นของสมาคมนักข่าวด้านฟุตบอลและสมาคมอื่น ๆ ที่เคยพยายามที่จะเล่นงานเขา หลุยส์ ซัวเรซ เป็นดาวซัลโวสูงสุดของ พรีเมียร์ลีก และยังได้รางวัลดาวซัลโวสูงสุดของทวีปยุโรปร่วมกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อีกด้วย คาร์ราเกอร์ พูดถูกครับว่า ซัวเรซ เป็นผู้เล่นแนวรุกที่คล่องแคล่วที่สุดและครบเครื่องที่สุดใน อังกฤษ เขาทำประตูได้จากทุกระยะไม่ว่าจะอยู่ตรงมุมไหนของสนาม

หนึ่งในประตูที่ ซัวเรซ ทำได้ในเกมกับ นิวคาสเซิ่ล เมื่อปี 2012 งดงามถึงขั้นที่ มาร์ติน ไทเลอร์ ผู้บรรยายการแข่งขันของ สกายสปอร์ตส์ ต้องพูดออกมาว่า “เป็นการเล่นของอัจฉริยะอย่างแท้จริง” (That is the touch of a genius) หรือไม่ก็ลองนึกถึงประตูที่เขามักทำได้ในการเจอกับ นอริช ซิตี้ ซึ่งเป็นทีมที่ ซัวเรซ มักระเบิดฟอร์มได้อยู่เสมอ

ซัวเรซ สามารถทำประตูได้ทุกรูปแบบ โดยเกมแรกที่พังประตูใส่ นอริช ได้ คือเกมที่เขาเหมา 3 ประตู ในเกมที่บุกชนะที่ แคร์โรว์ โร้ด 3-0 เมื่อเดือนเมษายน ปี 2012 ซึ่งหนึ่งในประตูของเกมวันนั้นคือลูกยิงไกลจากระยะ 45 หลารวมอยู่ด้วย

หลังจากนั้น ซัวเรซ ก็ทำแฮตทริกได้อีกรอบในตอนที่ นอริช มาเยือน แอนฟิลด์ ในปีเดียวกัน และปีถัดมา(2012) ซัวเรซ ยิงได้ 1 ลูกในเกมที่ชนะ 5-0 ก่อนที่จะเหมา 4 ประตูกับอีก 1 แอสซิสต์ ในเกมที่ทั้งสองทีมเจอกันในลีกนัดที่สองของซีซั่น 

    เท่านั้นยังไม่พอ ซัวเรซ ทำแฮตทริกได้อีกครั้งในเกมบุกชนะ นอริช 3-2 ตอนเดือนเมษายน ปี 2014 รวมทั้งหมด ซัวเรซ ทำไป 11 ประตูจาก 5 เกมที่เจอกับ นอริช และนี่คือเป็นครั้งแรกในยุค พรีเมียร์ลีก ที่มีนักเตะทำแฮตทริกใส่ทีมเดียวกันถึง 3 ครั้ง

ผลงานในสนามไม่ใครโต้แย้ง แต่พฤติกรรมและความคิดของ ซัวเรซ ยังมีเครื่องหมายคำถามช่วงหนึ่งมีการพูดกันว่า ซัวเรซ ควรไปพบ สตีฟ ปีเตอร์ส จิตแพทย์ที่ ร็อดเจอร์ส ดึงเข้ามาร่วมทีมเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้เล่น ลิเวอร์พูล

    ซัวเรซ เองก็เคยนัดคุยกับ ปีเตอร์ส 1 ครั้ง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจว่า ไม่ใช่เรื่องเหมาะสมกับตัวเองเท่าไหร่ เขาคิดว่าตัวเองเป็นแค่พวกที่ชอบทำตัวเป็น -pesado- หรือที่แปลว่า -นักเตะที่ชอบเถียงกับคู่แข่ง- มากกว่า การไปพบจิตแพย์ทำให้ ซัวเรซ รู้สึกกระอักกระอ่วนใจเพราะเขากังวลว่ามันอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อผลงานในสนาม

ในหัวของ ซัวเรซ เรื่องมารยาทของความเป็นมืออาชีพหรือความมีน้ำใจนักกีฬา ไม่เคยเป็นเรื่องสำคัญ 

    สำหรับเขาแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ชัยชนะเท่านั้น ลิเวอร์พูล เองก็ชอบที่ ซัวเรซ เป็นแบบนี้ แต่ความรู้สึกดี ๆ ก็ทลายลงตอนที่เขากลับมาเยือน แอนฟิลด์ ในฐานะผู้เล่นฝั่งตรงข้าม เกม แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศเมื่อฤดูกาล 2018-19 

เมื่อภาพลักษณ์ของ หลุยส์ ซัวเรซ ติดลบไปซะแล้ว

จุดเริ่มต้นมาจากเกมแรกที่ คัมป์ นู 

    พฤติกรรมของ ซัวเรซ ทั้งเรื่องตบตากรรมการ, การแกล้งล้มให้ดูรุนแแรงเกินความเป็นจริง, การวิ่งไปเถียงกับกรรมการ และการวิ่งเบียดกับ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน

ทั้งหมดทำให้แฟนบอล ลิเวอร์พูล บางส่วนไม่พอใจ จนต่อยอดมาถึงเกมเลกสอง ซึ่งเดิมทีเสียงโห่จาก เดอะ ค็อป มีไม่มากเท่าไหร่ แต่พอเกมผ่านไปเรื่อย ๆ เสียงโห่ก็ดังมากกว่าเดิม จากลูกตุกติก, ลูกฟ้อง และลูกแถม ที่เขาทำใส่นักเตะ ลิเวอร์พูล ซึ่งในวันนั้น สมรภูมิแอนฟิลด์ กลายเป็นศัตรูกับอดีตฮีโร่ของพวกเขาอย่างแท้จริง

    อย่างไรก็ตามแต่ ไม่ช้าก็เร็ว แฟน ๆ ลิเวอร์พูล อาจยอมยกโทษให้กับ ซัวเรซ เหมือนที่ เอวร่า ซึ่งเคยบาดหมางกันอย่างหนักให้อภัยเขาแล้ว

    “ต่อให้เขาจะเป็นคนไม่ดีจริง ๆ แต่ทำไมผมถึงไม่ควรจะยอมรับพรสวรรค์ของเขาด้วยล่ะ ? ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นคนดีรึเปล่า เรามีจังหวะปัญหากัน 1 ครั้งเท่านั้น แน่นอนว่าตอนนั้นผมคงไม่ได้รู้สึกดีกับเขาจนถึงขนาดที่จะไปเที่ยวด้วยกันในวันหยุดได้ แต่ผมก็ไม่สามารถเกลียดเขาได้หรอก” เอวร่า เปิดใจเมื่อปี 2019

    ดังนั้นก็มีความเป็นไปได้ว่า เดอะ ค็อป จะลืมเกมที่ ซัวเรซ ลงเล่นให้ บาร์เซโลน่า และกางแขนต้อนรับอย่างอบอุ่นเมื่อถึงวันใดที่เขากลับมาเหยียบ แอนฟิลด์ อีกครั้ง

บางทีสิ่งที่ ซัวเรซ ทำเขาก็แค่แสดงออกมาตามคำสั่งเท่านั้น.. ย้อนกลับไปในวันที่ ดัลกลิช โดนปลดจากตำแหน่งผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล (ซึ่งบางส่วนมองว่าเป็นเพราะเขารับมือกรณี ซัวเรซ เหยียดผิว เอวร่า ไม่เหมาะสม)

ซัวเรซ และ ดัลกลิช ต่างส่งข้อความหากัน ตอนนั้น ซัวเรซ ขอบคุณ ดัลกลิช ที่คอยให้กำลังใจตัวเขาอยู่เสมอ..  ก่อนที่ คิง เคนนี่ ตอบกลับมาสั้น ๆ และได้ใจความว่า “จงเป็นตัวของตัวเองแบบนี้ต่อไปนะ” (Don’t ever change)

โรคระบาดสำคัญของสยาม ที่ถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ โรคระบาดใหญ่ของสยาม อหิวา, ไข้ทรพิษ, กาฬโรค ช่วง 42 ปี ป่วย 1.5 แสน ทั้งเจ้านาย, ชาวต่างชาติ, ขุนนาง นั่นจึงทำให้เหตุการณ์ โรคระบาด เหล่านี้ ถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ไทย

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม : เมสซี่ กองหน้าตัวเก่งยื่นเรื่องขอย้ายทีมอย่างเป็นทางการ