โอลด์ แทรฟฟอร์ด

พาชมสนามฟุตบอล โอลด์ แทรฟฟอร์ด ( Old Trafford)

เมื่อพูดถึงเมืองแมนเชสเตอร์แห่งประเทศอังกฤษ แน่นอนค่ะว่าสิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงต้องเป็น 2 สโมสรฟุตบอลยักษ์ใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด อย่างไม่ต้องสงสัย แล้วถ้าพูดถึงเรื่องการท่องเที่ยวในเมืองแมนเชสเตอร์ล่ะ รู้ไหมคะว่ามีที่ไหนที่ไม่ควรพลาดบ้าง อย่างแรกล่ะคือการไปทัวร์สนามฟุตบอล โอลด์แทรฟฟอร์ด อันโด่งดัง นอกจากนั้นก็ยังมีที่เจ๋งๆ อื่นๆ ที่อยู่ในรัศมีรอบๆ โอลด์แทรฟฟอร์ดให้สามารถเดินชมและทำกิจกกรมอีกด้วย  ถ้าอยากรู้ความเป็นมาของสนามและสโมสรนี้ เรามีข้อมูลมาฝากค่ะ


โอลด์ แทรฟฟอร์ด ( Old Trafford) เป็นสนามกีฬาในเขตแทรฟฟอร์ดของเกรตเตอร์แมนเชสเตอร์ และเป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด สนามกีฬาเริ่มก่อสร้างในปี ค.ศ. 1909 และเริ่มเปิดใช้ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1910 ซึ่งใช้มาตลอดยกเว้นในช่วง 8 ปี ที่สนามโดนระเบิดระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วง 1941-1949

ในปัจจุบัน เป็นสนามฟุตบอลซึ่งติดตั้งเก้าอี้หมดทุกพื้นที่ของสแตนด์ เป็นสนามที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอังกฤษ ในแง่ของจำนวนแฟนบอลที่รองรับได้ ซึ่งมากถึง 76,212 คนเป็นรองแค่สนามกีฬาเวมบลีย์เพียงแห่งเดียว และใหญ่อันดับ 3 ของสหราชอาณาจักร ใหญ่เป็นอันดับ 11 ของทวีปยุโรป นอกจากนั้นยังเป็น 1 ใน 2 สนามในอังกฤษที่ยูฟ่ารับรองเป็นสนาม 5 ดาว

ชื่อเรียกที่แฟนบอลคุ้นหูและเร้าอารมณ์ว่า “โรงละครแห่งความฝัน” นั้น คนแรกที่แรกที่เรียกชื่อนี้คือ เซอร์ บ็อบบี ชาร์ลตัน บุคคลระดับตำนานของสโมสรนั่นเอง

สนามโอลด์แทรฟฟอร์ดนี้มักจะถูกใช้เป็นสนามในการแข่งขันเอฟเอคัพรอบรองชนะเลิศ และเป็นสนามหลักในการแข่งขันหลายอย่างในขณะที่สนามกีฬาเวมบลีย์อยู่ในระหว่างการปรับปรุง นอกจากนี้ยังได้เป็นสนามแข่งขันนัดสำคัญหลายอย่าง ไม่ว่า ฟุตบอลโลก 1966 หรือแชมเปียนส์ลีก 2003 และจะถูกใช้แข่งขันฟุตบอลในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 2012 ที่กรุงลอนดอนเป็นเจ้าภาพ

โครงสร้างและการใช้งาน

สนามหญ้าเขียวขจีของ โอลด์ แทรฟฟอร์ด ล้อมรอบด้วยสแตนด์ที่นั่งล้วนมีหลังคามคุม 4 ด้าน ชื่อเรียกทางการคือ สแตนด์ทิศเหนือ, ทิศใต้, ทิศตะวันออก, ทิศตะวันตก สแตนด์แต่ละทิศมีอย่างน้อย 2 ชั้นยกเว้นทิศใต้ที่มีเพียงชั้นเดียว เนื่องมาจากข้อจำกัดในการก่อสร้าง

สแตนด์ทิศเหนือสมัยก่อนเรียกกันว่า “ยูไนเต็ด โร้ด สแตนด์” มีทั้งสิ้น 3 ชั้นรองรับแฟนบอลได้ทั้งสิ้นราว 26,000 ที่นั่ง มากที่สุดในบรรดาสแตนด์ทั้ง 4 ทิศและสแตนด์ทางทิศเหนือยังรองรับแฟนบอลได้มากกว่านั้นอีกนิดหน่อยเพราะมีบ็อกซ์พิเศษตั้งอยู่ สแตนด์ทิศเหนือเปิดใช้งานในรูปลักษณ์ที่เห็นในปัจจุบัน เมื่อปี 1996 โดยก่อนหน้านั้นมีเพียงชั้นเดียวเท่านั้น และด้วยการเป็นสแตนด์หลักของสนาม สแตนด์ทิศเหนือจึงเป็นที่ตั้งหลักของหลายต่อหลายจุดอันเป็นที่นิยม รวมไปถึงเร้ด ค่าเฟ่ (ร้านอาหาร/บาร์ ในธีมสีแดงของสโมสร) และพิพิธภัณฑ์แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับห้องเก็บถ้วยรางวัลซึ่งเปิดในปี 1986 นับว่าเป็นที่แรกในโลกสำหรับการเปิดพิพิธภัณฑ์ลักษณะนี้ของสโมสรฟุตบอล คนที่เป็นประธานเปิดพิพิธภัณฑ์คือ เปเล่ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 1998

ประวัติทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด น่าจะเป็นสโมสรฟุตบอลในประเทศอังกฤษที่มีชื่อเสียงเกรียงไกรและโด่งดังไปทั่วโลก   ที่ได้ก่อตั้งมาในปี 1878 (พ.ศ. 2421)  โดยใช้ชื่อทีมว่า “นิวตัน อีธ” พร้อมกับการเลื่อนขึ้นสู่ระดับการแข่งขันในดิวิชั่น 1 ในปี 1892 (พ.ศ.2435) และก่อนปีที่จะเกิดสงครามโลกครั้งแรก เคยนำแชมป์เบี้ยนชิพลีก มาสู่ถิ่นโอลด์แทร๊ฟฟอร์ดถึง 2 ครั้ง ขณะเดียวก็ยังชนะเลิศแชมป์เอฟ เอ คัพ อีก 1 ครั้ง

หลังจากนั้นเป็นต้นมาประมาณว่าสลครามโลกครั้งที่ 2 ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ดูจะยิ่งห่างเหินพอสมควร ซึ่งอยุ่ภายใต้การควบคุมทีมของผู้จัดการที่มีความแตกต่างกันถึงสองคน โดยคนแรกที่ก้าวเข้ามาควบคุมทีม คือ เซอร์ แม๊ต บัสบี้ โดยทำหน้าที่ในปี 1945 และสามารถนำพาทีมเป็นแชมป์เบี้ยนลีก ได้ถึง 5 ครั้ง พร้อมกับชนะเลิศเอฟ เอ คัพ อีก 2 ครั้ง หลังจากเกิดโศกนาฏกรรม กับทีมเยาวชนสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด หรือที่รู้จักกันในชื่อทีม”บัสบี้ เบ็บส์”

มื่อปี 1958 เครื่องบินตกที่เมืองมิวนิค ขณะเดินทางกลับจากการแข่งขันยูโรเปี้ยน คัพ ที่กรุงเบลเกรด เมืองหลวงของยูฌกสลาเวีย เป็นเวลาที่เนิ่นนานมานับ 10 ปี ที่ทีมห่างเหินจากการเป็นแชมป์ในรายการใดๆจนกระทั่งสองผู้ยิ่งใหญ่ในการเล่นฟุตบอลโคจรมาพบกัน และรวมพลังสร้างทีมขึ้นมาอีกครั้ง ที่บ๊อบบี้ ชาร์ตัน และ จอร์จ เบสต์

ทำให้ทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด กลายเป็นทีมฟุตบอลทีมแรกของประเทศอังกฤษที่สามารถครองแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ  โดยเอาชนะทีมเบนฟิก้า  ได้ถึง  4 ประตูต่อ 1 ในรอบชิงชนะเลิศหลังจากนั้นต่อมาก็ได้ผู้จัดการทีมที่ดูว่าน่าจะสร้างสีสันและความหรูหราให้แก่ทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ต่อไปได้ เช่น ทอมมี่ ด๊อดเคอร์ตี้ และ รอน แอ๊คกินสัน พยายามที่จะทำให้เป็นเหมือนอดีตที่ผ่านมา แต่ว่าไม่สามารถนำแชมป์รายการใดๆมาได้เลย

พอถึงปี1902 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ก็สามารถล้มฉลามขาวอย่างทีมลีดส์ ยูไนเต็ด ในรายการประจำพรีเมียร์ลีก โดยการครองแชมป์ที่ต้องเดินทางมาไกลแสนไกลโดยใช้เวลาทั้งสิ้น 26 ปีที่ว่างเว้นกับการเป็นแชมป์พรีเมียร์ชิพ

หลังจากนั้นความยิ่งใหญ่อหังการก็ติดตามมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อเอาชนะทีมเชลชี ถึง 4 ประตู ต่อ 0 ในการแข่งขัน เอฟ เอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ ดูเหมือนว่าจะเป็นเพียงทีมเดียวที่ได้สัมผัสและพบกับคำว่า ” Double Double ” เท่านั้นยังไม่พอ ในฤดูกาล 1998-1999 สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นติดตามมา จากคำว่า Double มาเป็น Tripble
ขอบคุณรูปจาก : spring news

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ scorefootball

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *